Saturday, July 23, 2011

อินทผลัม

เมื่อช่วงสัปดาห์นี้ผมได้ดูรายการทีวี เกี่ยวกับการปลูกอินทผลัมทางภาคเหนือ ก็ได้เกิดความสนใจและไอเดีย ที่อยากจะลองปลูกมั่ง

จึงได้ลองศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการปลูกอินผลัม และรวบรวมมาแสดงไว้ใน Blog นี้ครับ

ที่มา : http://www.intapalum.com/

อินทผลัมไทย บ้านสวนโกหลัก

การปลูก ขุดหลุมขนาด 50 x 50 ซม. รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก เวลาปลูกควรให้โคนต้นสูงพ้นพื้นดินประมาณฝ่ามือจะทำให้ต้นโตไว ระยะการปลูก 8 x 8 ม. หรือ 8 x 7 ม. จะได้ 25 หรือ 30 ต้นต่อไร่ อินทผลัมชอบแดดจัดๆ ไม่ชอบน้ำขังน้ำแฉะ

การดูแลรักษา การให้น้ำ จะให้น้ำประมาณ 7วันต่อครั้ง หรือตามระดับความชื้นของดินที่ปลูก อินทผลัมควรมีการให้น้ำอย่างเพียงพอสม่ำเสมอ จะได้อินทผลัมที่ติดลูกเร็วขึ้นและมีคุณภาพดี

การใส่ปุ๋ย ปุ๋ยคอกจะให้ประมาณ 5 กก.ต่อต้น ปีละ 2 ครั้ง พร้อมกับการพรวนดินและกำจัดวัชพืชรอบๆต้น

การตัดแต่งใบ ใบอินทผลัมที่แก่จะแห้ง ควรตัดทิ้ง เพื่อทำให้สะดวกในการปฏิบัติงาน และทรงต้นสะอาด รวมทั้งป้องกันแมลงที่จะมารบกวน ปัญหาโรคแมลงยังมีน้อยมาก

การเก็บเกี่ยว จะดูที่สีของผลอินทผลัม ถ้าผลมีสีเหลืองเข้มมากหรือมีผลสุก 5-10 % สีน้ำตาลก็สามารถเก็บเกี่ยวได้ ลักษณะของผลจะมีลักษณะ กลมรี ออกผลเป็นพวงหรือทะลาย การพัฒนาของผลจะมี 4 ระยะ ได้แก่ ระยะผลดิบ, ระยะผลสมบูรณ์เต็มที่, ระยะผลสุกแก่ และระยะผลแห้ง ระยะเวลาตั้งแต่ออกดอกจนถึงเก็บเกี่ยวประมาณ 7-8 เดือน
การเก็บรักษา หากเก็บผลอินทผลัมที่สุกแก่ไว้ในที่อุณหภูมิ 8 องศาเซลเซียส สามารถเก็บได้นานถึง 1 ปี

การผสมเกสร ถ้าต้นชิดกันเรื่องการผสมเกสร จะมีแมลงหรือลมพัดมาช่วยผสมเกสร ถ้าจะให้ติดลูกดกทุกเมล็ดต้องช่วยในการผสม

เทคนิคการผสมเกสรให้ติดลูกดก
การเก็บเกสรตัวผู้ เพื่อเก็บสำรองเพื่อช่วยในการผสมเกสรตัวเมียเพื่อให้ติดลูกดกขึ้น ตอนออกดอกสังเกตได้โดยจะเห็นจั่นแทงออกมา เวลาจั่นแตก จะเห็นดอกข้างในเป็นดอกที่มีกลีบดอกเป็นแฉกๆ เหมือนหางกระรอก ให้นำถุงพลาสติกคลุมดอกแล้วเขย่า จะได้ฝุ่นละอองเกสรตกลงมา พอได้ละอองเกสร ให้นำมาเก็บไว้ใส่ถุงไล่อากาศออก ปิดห่อไว้ให้มิดชิด แล้วนำไปเก็บไว้ในตู้เย็น(ช่องธรรมดา) รอนำมาใช้ผสมเกสร

สำหรับเกสรตัวเมีย ต้นตัวเมียจะออกดอกเป็นจั่นเหมือนต้นตัวผู้ แต่เวลาจั่นแตก ดอกของต้นตัวเมียจะมี ดอกเป็นเม็ดกลมๆ เป็นช่อ พอจั่นเริ่มแตก ให้นำละอองเกสรตัวผู้ที่เก็บไว้ในตู้เย็น นำมาผสมเกสร เวลาผสมเกสรใช้เกสรตัวผู้ประมาณ 1/3 ช้อนชา ต่อ 1 ช่อดอก นำเกสรตัวผู้ใส่ถุงพสาติกเขย่าเกสรให้ฟุ้งอยู่ในถุง แล้วนำไปครอบช่อจั่นดอกตัวเมียแล้วเขย่าให้ละอองเกสรผสมกัน และควรผสม ซ้ำต่ออีกประมาณ 1-2 วัน สำหรับครั้งหลังไม่ต้องใช้เกสรมาก

ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการผสมเกสรคือ ประมาณ 10 โมงเช้า เนื่องจากอากาศจะไม่ชื้นและร้อนจนเกินไป


การดูแลเพาะปลูก อินทผลัม KL1. (แม่โจ้ 36)

ปีที่ 1
- เมื่อปลูกแล้ว 1 เดือน ควรใส่ปุ๋ยเคมีเพื่อเร่งการแตกยอด เช่นปุ๋ยสูตร 27-5-5 หรือสูตร 15-15-15 2 เดือนครั้งเพื่อให้โตเร็ว หรือใส่ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปีละ 1 ครั้ง โดนใส่ห่างจากลำต้น 1 ศอก
- ฤดูฝนไม่จำเป็นต้องให้น้ำ ฤดูแล้งควรให้น้ำทุกๆ 7-10 วัน
- การดูแลรักษาอย่างดีจะออกดอกติดผลบ้าง แต่ส่วนใหญ่ตัวผู้จะออกดอกได้ง่ายกว่าตัวเมีย สามารถปล่อยให้ติดผลได้ ไม่ต้องกลัวต้นโทรมเพราะระบบรากหาอาหารเก่ง

ปีที่ 2
- เป็นปีที่จะเริ่มออกดอกติดผล ควรใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักหรือ ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น มูลค้างคาว มูลไก่ ใส่ต้นฤดูฝน เมื่อถึงปลายฤดูฝน เดือน ตุลาคม ควรใส่ปุ๋ยสะสมอาหาร เช่นปุ๋ยสูตร 8-24-24 ถ้าเขตฝนชุกควรใส่ปุ๋ยสูตร 0-46-60 เพื่อให้ออกดอกมาก ถ้าปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ ควรใส่ปุ๋ยอินทรีย์อีกครั้งแล้วหยุดให้น้ำ อินทผลัมจะเริ่มออกดอกตั้งแต่เดือนธันวาคม-มีนาคม
- อินทผลัมจะมีหน่อบ้างเมื่อบำรุงรักษาดี ควรตัดหนามออก ใช้มีดเจาะและหักทั้งเพื่อให้ต้นแม่สะสมอาหาร ทำให้ติดดอกออกผลง่ายและดก
- เมื่อติดดอกควรช่วยผสมเกสร เพื่อให้ติดลูกดกกว่าแบบธรรมชาติหลายเท่า และควรให้น้ำบ้างเมื่อติดผล

ปีที่ 3
ปฏิบัติเช่นเดียวกับปีที่ 2 ไม่เน้นการใช้ปุ๋ยเร่งต้นแต่เน้นการสะสมอาหาร เนื่องจากบ้านเราฝนชุก จะทำให้ต้นโตเร็ว เมื่อติดผลควรมีการช่วยค้ำยันทะลายอินทผลัม เพื่อไม่ให้ก้านลูกหักและติดดินเนื่องจากติดผลดกเกินธรรมชาติของต้นเมื่อมีการช่วยผสมเกสร

ข้อดีของหน่อติดต้น
- เมื่อจะทำการขยายพันธุ์ ตรงตามต้นแม่ ต้นตัวผู้หน่อพันธุ์เมื่อนำไปปลูกก็เป็นตัวผู้ ต้นตัวเมียหน่อก็เป็นตัวเมีย เมื่ออินทผลัมโตจะไม่มีหน่อ หรืออาจมีบ้างควรเจาะทิ้ง
ข้อเสียของหน่อพันธุ์ติดต้น
- ทำให้แย่งอาหารจากต้นแม่ ทำให้ออกดอกติดผลช้าถึงออกลูกจะไม่ดก ถ้าปล่อยให้นานจะทำให้แยกจากต้นแม่ได้ยาก
- ต้องใช้วัตถุฟอกหน่อเพื่อให้ออกรากจึงจะเจาะแยกนำไปอนุบาลได้ ซึ่งใช้ระยะเวลานาน
- หน่อพันธุ์เมื่อนำไปเลี้ยงต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 18-24 เดือน ถึงจะนำไปเพาะปลูกได้เมื่อรวมระยะเวลาการออกหน่อถึงนำไปปลูก จะใช้ระยะเวลา 3 ปีขึ้นไป โอกาสที่นำมาอนุบาลเลี้ยงต้นเน่าและตายได้ง่าย

ข้อควรระวัง
หมั่นตรวจสอบด้วงพร้าวตามยอดหรือลำต้นส่วนมากเขตปลูกมะพร้าว ควรทำความสะอาดลำต้นและตัดใบแก่จัดแห้งทิ้ง ไม่เป็นที่วางไข่ด้วงพร้าว อาจะใช้สารจุลินทรีย์ชีวภาพราด เช่น อี.เอ็ม. เพื่อให้ขุยเยื่อเน่าสลายง่าย ไม่เป็นที่วางไข่ด้วง หรือใช้ยาหว่านเช่น ฟูราดานในเขตที่มีหนอนมะพร้าวระบาดมากหว่านปีละ 2 ครั้ง

โรคเชื้อรา
- เมื่อมีเชื้อราควรใช้ยาเชื้อราพื้นๆที่ไม่มีอันตรายฉีดพ่น เมื่อบำรุงรักษาดีต้นแข็งแรงจะไม่ค่อยมีแมลง
- เนื่องจากบ้านเรามีการปลูกพืชหลายชนิดจะมีเพลี้ยอ่อนๆ เพลี้ยไฟและไรบ้าง อาจใช้สารเคมีบ้างตอนลูกเล็กๆ
- เมื่อติดผลเริ่มออกสีควรห่อช่อผลด้วยกระดาษหนาๆห่อ เช่นกระดาษคาบอน หรือใช้กระดาษธรรมดาห่อและใช้กระสอบปุ๋ยเก่าหรือพลาสติกห่อด้านนอกให้มีการระบายอากาศด้วยเพื่อป้องกัน น้ำฝน นก หนู แมลง และทำให้ผลสีเหลืองอ่อนน่ารับประทาน
- ควรเก็บเกี่ยวเมื่อมีผลสุก 5% หรือชิมตามที่ชอบถึงเก็บเกี่ยว นำเข้าห้องเย็น 0 องศา อยู่ได้นานหลายเดือน ถ้าชอบทานสุกปล่อยให้สุกเหมือนกล้วย นำไปอบหรือตากจะหวานธรรมชาติ เก็บในตู้เย็นธรรมดาได้นานเป็นปี

การศึกษาวิจัยด้านต่างๆของสวน
- การเพาะปลูกแบบไม้แคระ (บอนไซ) เพื่อการนำไปประดับบ้านและทานผลได้
- การทำน้ำสมุนไพรเกสรตัวผู้ ในต่างประเทศแถบตะวันออกกลางนิยมมาก มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวของดอกอินทผลัมซึ่งหอมนุ่มนวล บรรจุในต่างประเทศ 250 c.c. ราคาถึง 1,500 บาท ผู้ชายและผู้หญิงดื่มได้ โดยเฉพาะคุณผู้ชาย
- เกสรดอกตัวผู้ สามารถทำเป็นยาสมุนไพรได้ เช่น ทานได้ถึงครึ่งช้อนกาแฟ 4-5 วัน จะช่วยขับไขมันในลำไส้ออกมาได้ โดยถ่ายเป็นปกติและไขมันจะติดออกมา และยังใช้เป็นยาลดไขมันในเส้นเลือด ปัจจุบันอยู่ระหว่างการวิจัย
- การทำให้อินทผลัมออกได้ปีละ 2 ครั้ง ซึ่งต่างประเทศปีละครั้ง
- การทดลองเพาะเนื้อเยื่อ ซึ่งพืชตระกูลปาล์มทำได้ยาก
- การศึกษาในการผสมพันธุ์อินทผลัม K.L. (แม่โจ้ 36) ให้เป็นต้นกระเทย (ต้นตัวผู้และตัวเมียอยู่ในต้นเดียวกัน) ทำให้ง่ายต่อการนำไปปลูก ซึ่งเป็นการค้นพบโดยบังเอิญ ซึ่งทำได้ยากมาก คาดว่าจะสำเร็จใน 4-5 ปีข้างหน้า

เนื่องจากในต่างประเทศไม่มีข้อมูลและตำราศึกษา บ้านสวนโกหลักได้พยายามศึกษาและวิเคราะห์ เก็บข้อมูลรวบรวมจะออกเป็นตำราเพื่อได้ศึกษา ซึ่งในแต่ละเรื่องใช้ระยะเวลา 2-3 ปี ทำการเปรียบเทียบคาดว่าจะสำเร็จ 6-7 ปีข้างหน้าซึ่งเป็นของประเทศไทย

Sunday, June 19, 2011
คนไทยกู้แผ่นดิน: เค้กพิมพ์บัตรเลือกตั้ง 100 ล้านอยู่ในกำมือใคร?: "เจาะลึกข้อมูล กกต.จ้างเอกชนพิมพ์บัตรเลือกตั้ง พบอยู่ในอุ้งมือ 2 บ..."
Thursday, May 27, 2010

สูตรการชงกาแฟต่างๆ


Macchiato

รูปภาพของ Macchiato

Macchiato สื่อถึงความหมายที่บอกถึงบางสิ่ง “มีจุด” ที่อยู่ใน Espresso ที่เป็นจุดที่จากฟองนมนั่นเอง ตั้งแต่แรกเห็น Macchiato จะมีลักษณะที่คล้ายกับ Cappuccino แก้วเล็ก แม้ว่าส่วนผสมที่ใช้ในการทำจะเหมือนกัน แต่สำหรับ Macchiato จะมีกลิ่นและรสชาติที่เข้มข้นมากกว่า

ส่วนผสมในการทำ Macchiato

  • นม เศษหนึ่งส่วนสิบลิตร
  • เมล็ดกาแฟ
  • น้ำตาล และ/หรือ ผงโก้โก้ (ขึ้นอยู่กับรสชาติที่คุณต้องการ)

การทำ Espresso (ปริมาตรประมาณ 70 มิลลิลิตร)

การเตรียม

  • ใส่ฟองนมลงในถ้วยกาแฟ espresso
  • วางแก้วกาแฟใต้ท่อจ่ายกาแฟ และกดปุ่มเลือก espresso
  • โปรยด้วยผงโก้โก้ เพื่อการตกแต่งที่สวยงาม

รูปภาพของ Caffè Latte ขนาดใหญ่

Caffè Latte เป็นกาแฟที่แตกต่างออกไปด้วยวิธีการเติมนม และ Caffè Latte ที่ดีคือ espresso หลังจากนั้นใส่นมร้อนบน espresso และผลลัพธ์ที่ได้คือฟองนมอันน้อยนิดที่ทำให้ Caffè Latte เป็นกาแฟที่น่าชวนมองอย่างยิ่ง Caffè Latte จะถูกเสิร์ฟด้วยการใช้แก้วที่มีขนาดใหญ่กว่าแก้วที่ใช้ในการทำ Cappuccino

ส่วนผสมในการทำ Caffè Latte

  • นม (ประมาณ เศษ1.5 ส่วนสิบ)
  • เมล็ดกาแฟ
  • น้ำตาล (เพื่อเพิ่มรสชาติ)

แก้วกาแฟ (ปริมาตรประมาณ 160 มิลลิลิตร)

การเตรียม

  • ใช้นมที่ให้ความร้อน ¾ แก้ว (ไม่เหมือนกับการทำครีมฟอง เพราะนมจะถูกผสมด้วยการใช้อากาศให้น้อยที่สุด)
  • วางแก้วกาแฟใต้ช่องปล่อยกาแฟ และกดปุ่มเลือกการทำ espresso

Cappuccino

ต้นตำรับการทำกาแฟสไตล์อิตาเลียน ประกอบด้วย Espresso ปริมาณ 1/3 นมร้อน และครีมนมที่ทำให้กาแฟดูน่าดื่มมากขึ้น และแต่งแต้มด้วยการเติมผลโก้โก้อีกนิดหน่อย

ส่วนผสมในการทำ Cappuccino

  • นม เศษหนึ่งส่วนสิบลิตร
  • เมล็ดกาแฟ
  • ผงโก้โก้
  • น้ำตาล (เพื่อเพิ่มรสชาติ)

ถ้วยกาแฟสำหรับ Cappuccino (ปริมาตรโดยประมาณ 140 มิลลิลิตร)

การเตรียม

  • การให้ความร้อนแก่ฟองนมหรือนม เพื่อเริ่มให้อากาศได้เข้าไปในนมได้เพียงนิดหน่อย เป็นเพียงการทำให้นมมีอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น ถ้าคุณต้องการฟองครีมมากขึ้น คุณอาจจะทิ้งไว้นานขึ้นก็ได้
  • วางแก้วกาแฟใต้ท่อจ่ายกาแฟ และกดปุ่มสั่งให้มีการจ่ายกาแฟ espresso

Espresso

Espresso สูตรนี้เป็นสูตรดั้งเดิมอย่างแท้แน่นอนที่มาจากประเทศอิตาลี เพื่อการเตรียมอย่างถูกต้องและครบครัน ควรมีการใช้น้ำร้อนที่ใช้เพื่อการกลั่นกาแฟเป็นเวลานานถึง 25 วินาที แล้วกาแฟ Espresso ของคุณก็จะเต็มไปด้วยครีมฟองที่อยู่กันอย่างหนาแน่นที่จะทำให้คุณได้รสชาติอย่างแท้จริงของกาแฟ

ส่วนผสมของการทำ Espresso

  • เมล็ดกาแฟ
  • น้ำตาล (เพื่อเพิ่มรสชาติ)

แก้วกาแฟ Espresso (ปริมาตรโดยประมาณ 70 มิลลิลิตร)

การเตรียม

  • กดปุ่มเพื่อให้เครื่องทำการจ่าย espresso

Lungo

Lungo เป็นกาแฟ espresso ที่มีปริมาณที่เพิ่มมากขึ้น แต่ว่าใช้ปริมาณกาแฟบดที่เท่าเดิมเหมือนกับการทำ espresso แต่ว่าจะใช้น้ำในการกลั่นมากกว่าเท่านั้น

ส่วนผสมในการทำ Lungo

  • เมล็ดกาแฟ
  • น้ำตาล (เพื่อเพิ่มรสชาติ)

แก้วกาแฟ Espresso (ปริมาตรโดยประมาณ 70 มิลลิลิตร)

การเตรียม

  • กดปุ่มเพื่อให้เครื่องทำการจ่าย Lungo

รูปภาพของ Ristretto ขนาดใหญ่

ไม่มีอะไรที่จะน้อยไปกว่านี้อีกแล้ว ถ้ายิ่งคุณไปทางใต้ด้วยแล้ว การใช้น้ำในการทำก็ยิ่งน้อยลงไปอีก น้ำที่ใช้ในการทำ Ristretto จะถูกใช้เพียงครึ่งเดียวของการทำ espresso ในขณะที่ใช้ปริมาณกาแฟจำนวนที่เท่ากัน และสิ่งนี้เองที่ทำให้ Ristretto มีกลิ่นหอมของกาแฟอย่างเข้มข้น

ส่วนผสมในการทำ Ristretto

  • เมล็ดกาแฟ
  • น้ำตาล (เพื่อเพิ่มรสชาติ)

แก้วกาแฟ Espresso (ปริมาตรโดยประมาณ 70 มิลลิลิตร)

การเตรียม

  • กดปุ่มเพื่อให้เครื่องทำการจ่าย espresso

Coffee-Crème

Coffee-Crème เป็นสูตรกาแฟจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ คำว่า “Schümli” เป็นคำที่รู้กันดีในฐานะ ภาษาพูดที่เป็นที่นิยมกันทั่วไป เพราะสีครีมอ่อนนั่นเอง การทำ Coffee-Crème จะใช้น้ำมากกว่าการทำ espresso ดังนั้นเพื่อที่จะได้รสชาติที่ดีในการดื่ม Coffee-Crème นั้นจะเหมาะกับกาแฟที่มีผ่านการคั่วอย่างเบาบาง

ส่วนผสมในการทำ Coffee-Creme

  • เมล็ดกาแฟ
  • น้ำตาล (เพื่อเพิ่มรสชาติ)
  • ครีมกาแฟ (เพื่อเพิ่มรสชาติ)

แก้วที่มีขนาดใหญ่ (ปริมาตรโดยประมาณ 140 มิลลิลิตร)

การเตรียม

  • กดปุ่มเพื่อให้เครื่องทำการจ่าย coffe
กาแฟเย็น
1. กาแฟ 2 ช้อนโต๊ะ/น้ำร้อน 1 กระบวย
2. นมข้น 3 ช้อนชา คนให้เข้ากัน
3. นมสด 1 ช้อนชา
4. น้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ
5. โรยนมสด 1 ช้อนโต๊ะ

กาแฟร้อน
1. นมข้น 3 ช้อนชา ไม่คน ให้ลูกค้าคนเอง
2. นมสด 1 ช้อนชา
3. ใส่กาแฟ ค่อนแก้ว

โอเลี้ยง
1. น้ำตาล 3 ช้อนโต๊ะ
2. เทกาแฟ 1/2 แก้ว (2:1)
3. เติมน้ำร้อนให้ได้ค่อนแก้ว
(ยกล้อโรยนมสด) + 1 บาท

โอวัลตินเย็น
1. โอวัลติน 2 ช้อนชา
2. น้ำตาล 1 ช้อนชา
3. เทน้ำร้อน 1/2 แก้ว
4. นมข้น 2 ช้อนชา
5. นมสด 1 ช้อนชา
6. น้ำแข็ง 1 แก้ว
7. โรยนมสด 1 ช้อนชา

โอวัลตินร้อน
1. โอวัลติน 2 ช้อนชา
2. เทน้ำร้อน 1/2 แก้ว
3. นมข้น 3 ช้อนชา
4. นมสด 1 ช้อนชา ไม่ต้องคน

ชานมเย็น
1. นมข้น 3 ช้อนชา
2. นมสด 1 ช้อนชา
3. น้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ
4. เทชา 1 ช้อน/น้ำร้อน 1 กระบวย
5. โรยนมสด 1 ช้อนโต๊ะ

ชาร้อน
1. นมข้น 3 ช้อนชา
2. นมสด 1 ช้อนชา
3. ชา 1 ช้อน
4. น้ำร้อน 1 กระบวย

ชาดำเย็น
1. น้ำตาล 3 ช้อนโต๊ะ
2. เทน้ำชาที่ชงแล้ว ค่อนแก้ว
3. น้ำแข็ง 1 แก้ว

นมเย็น
1. น้ำหวานเฮลซ์บลูบอย 2 ช้อนโต๊ะ
2. นมข้น 2 ช้อนชา
3. นมสด 1 ช้อนชา
4. เทน้ำร้อน ค่อนแก้ว
5. คนให้เข้ากัน แล้วเทบนน้ำแข็ง
6. โรยนมสด 1 ช้อนโต๊ะ

โอยัวะ
1. น้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ
2. กาแฟ 1/2 ช้อนชา
3. เติมน้ำร้อน ให้ผู้กินคนเอง

จากคุณ : mo_chan (mo_chan) - [ 15 พ.ย. 49 00:04:22 ]
**********************************************

สูตรของเราที่เคยทำขายนะคะ
ต้องออกตัวก่อนว่าเราไม่ได้ทำเป็นอาชีพหลัก แค่ทำเล่นๆระหว่างที่หางานทำไม่ได้ สูตรจึงไม่ได้เป็นมาตราฐานมากนัก ทำแล้วก็ปรับไปเรื่อยๆตามที่ลูกค้าแนะนำ

ทุกสูตรน้ำตาลทราย 1 กก. ต่อน้ำ 5-6 ลิตร (หวานมาก-หวานกลางๆ)

ชาดำเย็น
น้ำ 5-6 ลิตร
น้ำตาลทราย 1 กก.
ชาผง 10-12 ช้อน (เราใช้ช้อนสั้นที่กินข้าว 2 ช้อนพูนนิดๆ ต่อน้ำ 1 ลิตร)

วิธีทำ นำน้ำขึ้นตั้งเตา เอาผงชาใส่ถุงแล้วเอาลงไปแช่น้ำ รอจนน้ำเดือด แกว่งถุงชาไปมาให้ชาออกจนสีน้ำเข้ม กลิ่นหอมดี จากนั้นใส่น้ำตาลทรายลงไป คนให้ละลาย ปิดไฟ ยกลง รอให้เย็น สูตรของเราจะได้ชาสีเข้มมาก เกือบจะดำเลยทีเดียว ถ้าคุณคิดว่าเข้มไปก็ลองลดชาลงได้ค่ะ

ถ้าเป็นชาเย็น เราไม่เคยทำขายแต่ทำกินเอง สูตรนี้ 1 ลิตรค่ะ
น้ำ 1 ลิตร
ชา 2 ช้อนกว่าๆ
นมข้นหวาน 1 กระป๋อง
นมข้นจืด ครึ่งกระป๋อง
น้ำตาลทรายใส่ตามชอบ
วิธีทำคือต้มชาก่อน จากนั้นยกลงใส่นมข้นและนมข้นจืดลงไป ชิมรสแล้วใส่น้ำตาลทราย เมื่อจะเสริ์ฟค่อยเทนมข้นจืดราดหน้าอีกทีค่ะ
แก้ไขเมื่อ 14 พ.ย. 49 14:20:41


น้ำลำไย
ปริมาณน้ำกับน้ำตาลตามสูตรข้างบนค่ะ
ส่วนเนื้อลำไยจะนำมาต้ม เรากะเอาค่ะ เราซื้อลำไยเป็นแพคมาจากสี่มุมเมือง เค้าจะแพคเป็นแท่งสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาวๆ 1 แท่งเราใช้ได้ประมาณ 5 ครั้งค่ะ
ใบเตยหอม 4-5 ต้น มัดรวมกัน
น้ำตาลทรายแดง

วิธีทำก็คือ นำเอาลำไยมาล้างน้ำลวกๆก่อนให้ฝุ่นออก จากนั้นนำขึ้นตั้งเตารวมกับน้ำและใบเตยหอม
ต้มไฟแรงจนเนื้อลำไยนิ่มดี กลิ่นหอม สีน้ำออกน้ำตาลจางๆ
ใส่น้ำตาลทรายแดงลงไป คนให้ละลาย ปิดไฟยกลง
ถ้าคุณใช้ลำไยดีๆ สีอาจจะไม่ออกมากแต่กลิ่นจะหอม ถ้าต้องการให้ออกสี ให้ใช้สีของน้ำตาลแดงช่วย

น้ำเก๊กฮวย
น้ำกับน้ำตาลเหมือนข้างบนค่ะ
เราซื้อดอกเก๊กฮวยที่สี่มุมเมืองเช่นกัน ใช้มากแค่ไหน อันนี้เรากะเอาค่ะ ตัดออกมาประมาณแผ่นเท่าฝ่ามือ 2 แผ่น ประมาณนั้นค่ะ บางทีเราทำกินเองก็ใช้ของดีก็จะใส่อีกแบบนึง ลองพลิกแพลงดูนะคะ
เม็ดเก๊กฮวย เป็นเม็ดเปลือกแข็งรูปทรงรีๆก้นแหลม 2 ข้าง เอามาทุบให้แตกแล้วใส่ในหม้อ จะทำให้น้ำเก๊กฮวยมีสีสวยค่ะ

วิธีทำก็เอาน้ำ ดอกเก๊กฮวย เม็ดเก๊กฮวยใส่ลงในหม้อตั้งเตา จากนั้นปล่อยให้เดือดจนสีออก กลิ่นออก ใส่น้ำตาลทรายลงไป คนให้ละลาย ยกลงค่ะ

ดอกเก๊กฮวยจะเบาและบานมาก ต้องทิ้งไว้จนมันนอนก้นแล้วค่อยๆตักน้ำออกมากรอกใส่ขวดไว้ใช้ค่ะ

จากคุณ : Kissy Kiss - [ 14 พ.ย. 49 14:02:38 ]
Wednesday, May 26, 2010

I love this song. "make me feel good when i hurt so bad"

"you make it easy as easy as 1 2,(1 2 3 4.)
theres only one thing two do three words four you.
i love you.
(i love you)
theres only one way two say those three words
and that's what i'll do.
i love you.i love you
(i love you)"
Sunday, May 16, 2010

My Cooliris Wall

Facebook Comments